น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง ด้วยการตัดสินใจแยกทางกับ วีตอร์ เปเรยร่า แม้กุนซือชาวโปรตุเกสเพิ่งพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นและทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูโรปา ลีก ก่อนที่สโมสรจะเดินหน้าแต่งตั้ง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ อดีตผู้จัดการทีมคริสตัล พาเลซ เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนด้วยสัญญาระยะเวลา 3 ปีอย่างเป็นทางการ
เดิมทีสถานการณ์ถูกนำเสนอว่า “เจ้าป่า” กำลังใกล้แต่งตั้งกลาสเนอร์เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเปเรยร่า แต่ความเคลื่อนไหวได้พัฒนาไปไกลกว่านั้นแล้ว โดยฟอเรสต์ประกาศแต่งตั้งกุนซือชาวออสเตรียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ภายหลังตัดสินใจยุติสัญญากับเปเรยร่าในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เข้าถึงทุกการเดิมพันได้ง่ายผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ รองรับมือถือทุกระบบ เข้าเล่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวการแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ แต่สะท้อนถึงแนวทางบริหารของฟอเรสต์ภายใต้เจ้าของสโมสรอย่าง เอวานเจลอส มารินาคิส ซึ่งพร้อมตัดสินใจอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เมื่อมองเห็นบุคลากรที่เชื่อว่าจะสามารถยกระดับสโมสรได้มากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การปลดผู้ฝึกสอนที่เพิ่งช่วยทีมบรรลุเป้าหมายสำคัญย่อมก่อให้เกิดคำถามตามมาหลายด้าน ทั้งเรื่องความยุติธรรมต่อเปเรยร่า ความต่อเนื่องของแผนงาน ความสัมพันธ์ภายในสโมสร และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง
ในอีกมุมหนึ่ง การคว้ากลาสเนอร์เข้ามาก็เป็นโอกาสที่ฟอเรสต์อาจมองว่าไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือ เพราะเขาเป็นกุนซือที่มีประสบการณ์คว้าแชมป์ระดับยุโรป มีระบบการเล่นชัดเจน และเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ให้คริสตัล พาเลซด้วยความสำเร็จหลายรายการ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุใดฟอเรสต์จึงปลดเปเรยร่า แต่คือกลาสเนอร์จะสามารถเปลี่ยนความทะเยอทะยานของผู้บริหารให้กลายเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนได้หรือไม่
การจากไปของเปเรยร่าที่เกิดขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจ
วีตอร์ เปเรยร่าเข้ารับตำแหน่งกุนซือของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ในช่วงที่ทีมกำลังเผชิญสถานการณ์กดดันบริเวณท้ายตารางพรีเมียร์ลีก โดยเขาถูกดึงเข้ามาแทนที่ฌอน ไดช์ และได้รับภารกิจสำคัญที่สุดคือการพาทีมรักษาสถานะในลีกสูงสุดเอาไว้ให้ได้
แม้ช่วงเวลาการทำงานจะไม่ยาวนาน แต่เปเรยร่าสามารถสร้างผลกระทบต่อทีมได้อย่างชัดเจน เขาช่วยให้ฟอเรสต์จบฤดูกาลพรีเมียร์ลีกในอันดับที่ 16 อยู่เหนือพื้นที่ตกชั้นประมาณห้าคะแนน พร้อมนำทีมเดินทางไปถึงรอบรองชนะเลิศยูโรปา ลีก ก่อนพ่ายให้กับแอสตัน วิลล่า ซึ่งกลายเป็นแชมป์ในเวลาต่อมา
ผลงานดังกล่าวถือว่าเกินกว่าความคาดหมาย เมื่อพิจารณาว่าเขาเข้ามารับทีมในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องผลงาน ความมั่นใจของผู้เล่น และการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมหลายครั้งภายในฤดูกาลเดียว
เปเรยร่ายังได้รับคำชื่นชมเรื่องการบริหารขุมกำลัง เขาสามารถกระตุ้นผู้เล่นหลายรายให้กลับมามีบทบาทสำคัญ และใช้การหมุนเวียนทีมอย่างกล้าหาญเพื่อรักษาความสดสำหรับการแข่งขันทั้งในพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลยุโรป
ช่วงปลายฤดูกาล ฟอเรสต์เคยทำผลงานไม่แพ้ใครเจ็ดเกมในลีก และกลายเป็นหนึ่งในทีมที่ทำประตูได้มากที่สุดนับตั้งแต่เปเรยร่าเข้ารับตำแหน่ง การใช้กองหน้าสองคนและการให้อิสระกับผู้เล่นแนวรุกช่วยให้ทีมมีความอันตรายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจปลดเขาจึงสร้างความประหลาดใจ เพราะตามหลักทั่วไป ผู้จัดการทีมที่ทำภารกิจสำเร็จและพาทีมไปไกลในฟุตบอลยุโรปมักได้รับโอกาสสร้างทีมต่อในฤดูกาลถัดไป
แต่สำหรับฟอเรสต์ ความสำเร็จระยะสั้นอาจยังไม่เพียงพอ หากฝ่ายบริหารเชื่อว่ามีผู้ฝึกสอนอีกคนที่สามารถพาทีมไปถึงระดับสูงกว่าได้
สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100%
รายละเอียดการปลดที่ยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง
รายงานในอังกฤษระบุว่าเปเรยร่าไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกปลด เพราะก่อนหน้านั้นเขายังหารือกับสโมสรเกี่ยวกับการเตรียมทีมช่วงปรีซีซั่น การเสริมผู้เล่น และการเปลี่ยนแปลงทีมงานเบื้องหลัง
มีรายงานด้วยว่าฟอเรสต์แจ้งยุติสัญญากับเขาทางอีเมลเมื่อเวลา 23.58 น. ของวันที่ 30 มิถุนายน เพียงสองนาทีก่อนเงื่อนไขในสัญญาที่เปิดทางให้สโมสรยุติข้อตกลงจะหมดอายุลง รายละเอียดดังกล่าวทำให้กระบวนการแยกทางถูกวิจารณ์อย่างหนัก แม้สโมสรจะมีสิทธิ์ดำเนินการตามสัญญาก็ตาม
หากข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง การตัดสินใจของฟอเรสต์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเฉพาะหน้า แต่เป็นกระบวนการที่ผ่านการวางแผนและคำนวณด้านสัญญามาแล้วอย่างรอบคอบ
ในมุมธุรกิจ สโมสรอาจมองว่าการใช้เงื่อนไขดังกล่าวช่วยลดภาระค่าชดเชยและเปิดทางให้แต่งตั้งกลาสเนอร์ได้ทันที
แต่ในมุมของบุคลากร การแจ้งข่าวในช่วงเวลาสุดท้ายและผ่านช่องทางที่ห่างเหินเช่นอีเมล ย่อมสร้างภาพลักษณ์ว่าผู้จัดการทีมสามารถถูกเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าผลงานในสนามจะเป็นอย่างไร
ความรู้สึกดังกล่าวอาจส่งผลต่อความไว้วางใจของผู้ฝึกสอนคนต่อไป เพราะเมื่อเปเรยร่าซึ่งพาทีมรอดตกชั้นและเข้ารอบรองชนะเลิศยุโรปยังถูกปลด กลาสเนอร์เองย่อมเข้าใจว่าเขาจะต้องเผชิญมาตรฐานที่สูงมากตั้งแต่วันแรก

เหตุผลที่ฟอเรสต์มองว่ากลาสเนอร์คือโอกาสที่ห้ามพลาด
รายงานจากอังกฤษระบุว่าผู้บริหารฟอเรสต์ไม่ได้ปลดเปเรยร่าเพราะไม่พอใจกับผลงานทั้งหมด แต่เชื่อว่าโอกาสคว้าตัวกลาสเนอร์เป็นสิ่งที่ดีเกินกว่าจะปฏิเสธ
นี่คือหัวใจสำคัญของการตัดสินใจ
เล่นคาสิโนออนไลน์กับ ยูฟ่าเบท เว็บตรง มั่นคง ปลอดภัย ระบบทันสมัยที่สุด สมัครง่าย ไม่ผ่านเอเย่นต์ พร้อมโปรโมชั่นเด็ดทุกวัน
กลาสเนอร์ไม่ได้เป็นเพียงกุนซือชื่อดังที่ว่างงาน แต่เป็นผู้ฝึกสอนซึ่งมีประวัติพิสูจน์ตัวเองทั้งในเยอรมนี อังกฤษ และฟุตบอลยุโรป เขาเคยพาไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ตคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกในปี 2022 ก่อนสร้างผลงานโดดเด่นกับคริสตัล พาเลซ
ภายใต้การคุมทีมของเขา พาเลซคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ แชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และแชมป์ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยกระดับสถานะของสโมสรอย่างมาก กลาสเนอร์จึงไม่ได้มีเพียงชื่อเสียง แต่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถพาทีมซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มมหาอำนาจก้าวไปคว้าแชมป์ได้
ฟอเรสต์อาจมองเห็นตัวเองอยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงกัน สโมสรมีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ ฐานแฟนบอลเหนียวแน่น และเจ้าของทีมที่พร้อมลงทุน แต่ยังขาดโครงสร้างทางฟุตบอลที่มั่นคงและผู้จัดการทีมซึ่งสามารถยกระดับผู้เล่นให้เล่นเหนือกว่ามูลค่าของทีม
กลาสเนอร์จึงเป็นกุนซือที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านภาพลักษณ์ ประสบการณ์ และรูปแบบการทำงาน
วิสัยทัศน์ของมารินาคิสกับการโน้มน้าวกลาสเนอร์
หลังรับตำแหน่ง กลาสเนอร์เปิดเผยว่าการพบกับมารินาคิสที่กรุงเอเธนส์มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของเขา กุนซือชาวออสเตรียประทับใจกับความทะเยอทะยานของเจ้าของสโมสร และมองว่าฟอเรสต์มีศักยภาพที่จะกลับไปแข่งขันในฟุตบอลยุโรปอย่างต่อเนื่อง
กลาสเนอร์ยังอธิบายว่าผู้เล่นของฟอเรสต์เคยสัมผัส “รสหวาน” ของฟุตบอลยุโรปมาแล้ว และเป้าหมายของเขาคือพาทีมกลับไปสู่จุดนั้นอีกครั้ง
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนว่าโครงการของฟอเรสต์ไม่ได้ตั้งเป้าเพียงรอดตกชั้น สโมสรต้องการขยับเข้าใกล้พื้นที่ฟุตบอลยุโรป และสร้างสถานะเป็นทีมระดับบนของพรีเมียร์ลีกอย่างจริงจัง
มารินาคิสเป็นเจ้าของสโมสรที่ไม่ปิดบังความต้องการความสำเร็จ เขาพร้อมลงทุนและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แต่ความทะเยอทะยานที่สูงย่อมมาพร้อมแรงกดดัน
สำหรับกลาสเนอร์ สิ่งที่เขาต้องทำคือเปลี่ยนพลังและทรัพยากรของเจ้าของทีมให้กลายเป็นโครงสร้างที่มีทิศทาง ไม่ใช่ปล่อยให้ความต้องการความสำเร็จนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจนทีมขาดเสถียรภาพ
กลาสเนอร์กับระบบกองหลังสามคนที่เป็นเอกลักษณ์
รูปแบบการเล่นที่โดดเด่นที่สุดของโอลิเวอร์ กลาสเนอร์คือระบบกองหลังสามคน โดยมักใช้โครงสร้างพื้นฐานใกล้เคียงกับ 3-4-2-1 หรือ 3-4-3
หัวใจของระบบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่เป็นการจัดระยะห่างระหว่างผู้เล่นและการสร้างความได้เปรียบในแต่ละพื้นที่
เมื่อครองบอล เซนเตอร์แบ็กด้านข้างจะขยับกว้างเพื่อช่วยพาบอลขึ้นหน้า วิงแบ็กดันสูงจนมีลักษณะเหมือนปีก ขณะที่กองกลางสองคนคอยเชื่อมเกมและป้องกันการสวนกลับ
ผู้เล่นแนวรุกสองคนหลังศูนย์หน้าจะเคลื่อนที่เข้ามาในพื้นที่ครึ่งช่องระหว่างกองหลังกับกองกลางคู่แข่ง ทำให้ทีมสามารถโจมตีพื้นที่ด้านในโดยไม่ต้องพึ่งการเปิดบอลจากริมเส้นเพียงอย่างเดียว
ระบบนี้เคยช่วยให้กลาสเนอร์ประสบความสำเร็จกับไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ตและคริสตัล พาเลซ เพราะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แนวรับ ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นแนวรุกที่มีความสามารถเฉพาะตัวได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่
สำหรับฟอเรสต์ การเปลี่ยนมาใช้ระบบดังกล่าวอาจเหมาะกับขุมกำลังหลายส่วน แต่ก็ต้องอาศัยการปรับตัวและการเสริมผู้เล่นในตำแหน่งสำคัญ
แนวรับฟอเรสต์จะเปลี่ยนอย่างไรภายใต้กลาสเนอร์
ในระบบของกลาสเนอร์ เซนเตอร์แบ็กทั้งสามคนต้องทำหน้าที่แตกต่างกัน
ผู้เล่นตรงกลางจะเป็นหัวหน้าของแนวรับ มีหน้าที่ควบคุมพื้นที่หน้าประตู อ่านบอลยาว และสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ส่วนเซนเตอร์แบ็กด้านข้างต้องมีความเร็วและกล้าออกไปป้องกันพื้นที่กว้าง เพราะวิงแบ็กจะดันขึ้นสูงในช่วงที่ทีมครองบอล
นี่หมายความว่ากองหลังของฟอเรสต์จะไม่ได้ยืนรออยู่ในกรอบเขตโทษเท่านั้น แต่ต้องสามารถดันตามแนวรุกคู่แข่ง พาบอลผ่านแรงเพรสซิง และจ่ายบอลสร้างเกมได้
กลาสเนอร์ชื่นชอบแนวรับที่สามารถกดดันคู่แข่งเชิงรุก เมื่อกองหน้าฝ่ายตรงข้ามถอยลงมารับบอล เซนเตอร์แบ็กจะได้รับอนุญาตให้ตามออกไปเข้าปะทะ เพื่อไม่ให้คู่แข่งหันหน้าและเริ่มเกมสวนกลับได้ง่าย
ลักษณะนี้ต้องการความเข้าใจระหว่างผู้เล่นสูงมาก หากเซนเตอร์แบ็กคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง อีกสองคนต้องขยับปิดพื้นที่ทันที มิฉะนั้นช่องว่างตรงกลางจะถูกโจมตี
ในช่วงแรกจึงมีโอกาสที่ฟอเรสต์จะเสียประตูจากความผิดพลาดด้านระยะห่างและการสื่อสาร แต่หากผู้เล่นเข้าใจระบบ ทีมจะสามารถป้องกันด้วยความดุดันมากขึ้นและแย่งบอลกลับมาได้ใกล้ประตูคู่แข่งกว่าเดิม
บทบาทของวิงแบ็กคือกุญแจสำคัญ
ระบบของกลาสเนอร์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวิงแบ็กอย่างมาก
วิงแบ็กต้องมีพละกำลังวิ่งขึ้นลงตลอดเกม สามารถสร้างความกว้างในเกมรุก และพร้อมถอยกลับมาเป็นกองหลังห้าคนเมื่อทีมเสียบอล
ในช่วงครองบอล วิงแบ็กจะเป็นผู้เล่นที่อยู่กว้างที่สุด เพื่อเปิดพื้นที่ด้านในให้ตัวรุกหมายเลขสิบสองคนเข้าไปประสานงานกับศูนย์หน้า
หากคู่แข่งหุบเข้ามาปิดพื้นที่ตรงกลาง วิงแบ็กจะมีพื้นที่รับบอลและเปิดเข้าสู่กรอบเขตโทษ แต่หากคู่แข่งส่งแบ็กออกมาปิด แนวรุกของฟอเรสต์ก็จะมีช่องว่างระหว่างไลน์มากขึ้น
ความท้าทายคือวิงแบ็กของฟอเรสต์ต้องมีทั้งความเร็ว คุณภาพการเปิดบอล และวินัยเกมรับ หากขาดด้านใดด้านหนึ่ง ระบบทั้งหมดอาจเสียสมดุล
กลาสเนอร์อาจต้องการเสริมผู้เล่นตำแหน่งนี้อย่างน้อยหนึ่งราย หรือปรับนักเตะริมเส้นบางคนให้เรียนรู้บทบาทใหม่ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดซื้อขายช่วงฤดูร้อน
มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์อาจเป็นศูนย์กลางเกมรุก
หนึ่งในผู้เล่นที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการมาถึงของกลาสเนอร์คือ มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์
กิ๊บบ์ส-ไวท์เป็นผู้เล่นที่มีคุณภาพในการรับบอลระหว่างแนว หมุนตัว และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม เขาไม่จำเป็นต้องยืนเป็นปีกติดเส้นหรือกองกลางตัวกลางเต็มตัว แต่เหมาะกับบทบาทหมายเลขสิบที่มีอิสระในการเคลื่อนที่
ในระบบ 3-4-2-1 เขาสามารถยืนเป็นหนึ่งในสองตัวรุกหลังศูนย์หน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กลาสเนอร์เคยใช้เอเบเรชี่ เอเซ่และไมเคิล โอลิเซ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพกับคริสตัล พาเลซ
บทบาทนี้จะเปิดโอกาสให้กิ๊บบ์ส-ไวท์รับบอลใกล้กรอบเขตโทษมากขึ้น ไม่ต้องถอยลึกมาช่วยสร้างเกมทุกจังหวะ และสามารถใช้ความสามารถในการจ่ายบอลทะลุช่องหรือยิงจากระยะกลางได้เต็มที่
กลาสเนอร์ยังชื่นชอบการให้แนวรุกสลับตำแหน่งกัน ตัวรุกสองคนสามารถขยับเข้าใกล้ศูนย์หน้า หรือถอยลงมาสร้างความได้เปรียบในแดนกลางได้ตามสถานการณ์
หากกิ๊บบ์ส-ไวท์ยังอยู่กับทีม เขามีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางของโครงการใหม่อย่างแท้จริง
คัลลัม ฮัดสัน-โอดอยกับโอกาสเล่นด้านในมากขึ้น
อีกหนึ่งผู้เล่นที่อาจได้รับบทบาทน่าสนใจคือ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย
โดยธรรมชาติ เขาเป็นผู้เล่นริมเส้นที่ชอบรับบอลทางซ้ายแล้วตัดเข้าสู่ด้านในเพื่อยิงหรือจ่ายบอล แต่ในระบบของกลาสเนอร์ เขาอาจถูกขยับเข้ามายืนเป็นตัวรุกด้านซ้ายหลังศูนย์หน้า
การมีวิงแบ็กวิ่งอ้อมด้านนอกจะช่วยดึงแบ็กฝ่ายตรงข้ามออกไป ทำให้ฮัดสัน-โอดอยมีพื้นที่ใช้ความสามารถในการเลี้ยงบอลและยิงด้วยเท้าขวา
อย่างไรก็ตาม เขาต้องพัฒนาการเล่นโดยไม่มีบอล เพราะตัวรุกในระบบของกลาสเนอร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างสรรค์เกม แต่ต้องเป็นผู้เริ่มการเพรสซิง ปิดเส้นทางจ่ายบอล และช่วยแย่งบอลกลับมา
หากฮัดสัน-โอดอยสามารถเพิ่มความสม่ำเสมอและวินัยด้านแท็กติก เขาอาจกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สุดของฟอเรสต์ยุคใหม่
คริส วู้ดกับคำถามเรื่องศูนย์หน้าระยะยาว
คริส วู้ดเป็นศูนย์หน้าที่มีประสบการณ์สูง แข็งแกร่งในการเล่นลูกกลางอากาศ และสามารถพักบอลให้เพื่อนร่วมทีมเติมขึ้นมาได้ คุณสมบัติเหล่านี้เหมาะกับระบบที่มีตัวรุกสองคนวิ่งสนับสนุนจากด้านหลัง
กลาสเนอร์เคยใช้ศูนย์หน้าร่างใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางของเกมรุก โดยหน้าที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การทำประตู แต่ต้องช่วยเชื่อมบอล ดึงเซนเตอร์แบ็ก และเปิดพื้นที่ให้ตัวรุกด้านข้างสอดขึ้นมา
วู้ดจึงอาจยังมีบทบาทสำคัญในระยะสั้น โดยเฉพาะในเกมที่ฟอเรสต์ต้องการเล่นบอลโดยตรงหรือเผชิญคู่แข่งที่เพรสซิงสูง
แต่ด้วยอายุของเขา สโมสรจำเป็นต้องมองหาศูนย์หน้ารุ่นใหม่สำหรับอนาคต ผู้เล่นคนนั้นต้องมีทั้งความแข็งแกร่ง ความเร็ว และความสามารถในการเล่นร่วมกับแนวรุกด้านหลัง
การเลือกกองหน้าคนใหม่จึงจะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะระบบของกลาสเนอร์ต้องการศูนย์หน้าซึ่งทำให้ผู้เล่นรอบตัวดีขึ้น ไม่ใช่เพียงรอจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ
การเพรสซิงที่เป็นระบบมากกว่าการวิ่งไล่
กลาสเนอร์เป็นผู้ฝึกสอนที่ให้ความสำคัญกับการเพรสซิง แต่การเพรสของเขาไม่ได้หมายถึงการให้ผู้เล่นทุกคนวิ่งเข้าหาบอลอย่างไร้ทิศทาง
ทีมจะกำหนดจังหวะเริ่มเพรสอย่างชัดเจน เช่น เมื่อคู่แข่งจ่ายบอลคืนหลัง รับบอลหันหลังให้ประตู หรือส่งบอลออกไปยังพื้นที่ริมเส้น
ศูนย์หน้าจะเริ่มปิดทางจ่ายกลับไปยังเซนเตอร์แบ็กอีกฝั่ง ขณะที่ตัวรุกสองคนขยับเข้าปิดกองกลาง วิงแบ็กดันขึ้นบีบแบ็กของคู่แข่ง และกองกลางคอยดักบอลจังหวะสอง
เป้าหมายคือบังคับให้คู่แข่งเล่นบอลไปยังพื้นที่ที่ฟอเรสต์เตรียมกับดักเอาไว้ แล้วใช้จำนวนผู้เล่นรุมแย่งบอล
หากทำได้สำเร็จ ทีมจะสามารถเริ่มโจมตีจากพื้นที่ใกล้กรอบเขตโทษโดยไม่ต้องสร้างเกมจากแดนหลังทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การเพรสซิงแบบนี้ต้องใช้เวลาในการฝึก เพราะผู้เล่นต้องเคลื่อนที่พร้อมกัน หากมีคนหนึ่งช้าหรือเลือกจังหวะผิด คู่แข่งจะสามารถเล่นผ่านแนวแรกและโจมตีพื้นที่ด้านหลังได้ทันที
กลาสเนอร์ยอมรับว่าไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ
แม้ความคาดหวังต่อเขาจะสูง แต่กลาสเนอร์พยายามลดแรงกดดันด้วยการยืนยันว่าเขาไม่ใช่นักมายากล และไม่สามารถกดปุ่มแล้วทำให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทันที
เขาอธิบายว่าการสร้างพฤติกรรมและความเข้าใจในระบบของเขามักใช้เวลาประมาณสามถึงหกเดือน ก่อนที่ผลงานจะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
คำพูดดังกล่าวมีความสำคัญต่อฟอเรสต์ เพราะสโมสรมีประวัติเปลี่ยนผู้จัดการทีมอย่างรวดเร็วเมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นไปตามความคาดหวัง
หากฝ่ายบริหารต้องการให้โครงการของกลาสเนอร์ประสบความสำเร็จ จะต้องยอมรับว่าช่วงเริ่มต้นอาจมีความผิดพลาด ทีมอาจยังไม่สามารถเพรสซิงได้อย่างสมบูรณ์ หรือเสียประตูจากการปรับตัวกับแนวรับสามคน
ความอดทนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่างบประมาณ เพราะต่อให้สโมสรซื้อนักเตะตามความต้องการของผู้ฝึกสอน แต่หากเปลี่ยนแผนอีกครั้งหลังผ่านไปไม่กี่เดือน กระบวนการทั้งหมดก็จะต้องเริ่มต้นใหม่
ปัญหาความไม่ต่อเนื่องที่กลาสเนอร์ต้องเผชิญ
กลาสเนอร์กลายเป็นผู้จัดการทีมถาวรคนที่ห้าของฟอเรสต์ในรอบประมาณหนึ่งปี ต่อจากนูโน่ เอสปิริโต ซานโต, แอนจ์ พอสเตโคกลู, ฌอน ไดช์ และวีตอร์ เปเรยร่า
การเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยครั้งไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อแท็กติก แต่กระทบต่อทุกส่วนของสโมสร
ผู้เล่นต้องเรียนรู้แนวคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง บางคนถูกซื้อมาเพื่อระบบหนึ่ง แต่ต้องไปเล่นอีกระบบในเวลาไม่กี่เดือน ขณะที่ทีมงานเบื้องหลังและฝ่ายสรรหานักเตะอาจไม่มีเวลาวางแผนระยะยาว
กองหลังที่เหมาะกับการตั้งรับลึกอาจไม่เหมาะกับแนวรับสูง กองกลางที่เหมาะกับฟุตบอลโดยตรงอาจมีปัญหาเมื่อต้องเล่นครองบอล และปีกที่ถูกซื้อมาเพื่อยืนกว้างอาจต้องปรับเป็นตัวรุกด้านใน
ผลลัพธ์คือขุมกำลังอาจเต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพดี แต่ขาดความสมดุลสำหรับระบบใดระบบหนึ่งอย่างแท้จริง
กลาสเนอร์จึงไม่ได้รับเพียงหน้าที่คุมทีม แต่ต้องช่วยกำหนดอัตลักษณ์ทางฟุตบอลของสโมสร เพื่อให้การซื้อขายและการพัฒนาผู้เล่นเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เปรียบเทียบฟุตบอลของเปเรยร่ากับกลาสเนอร์
เปเรยร่าและกลาสเนอร์มีจุดร่วมคือความยืดหยุ่นและความกล้าใช้ระบบที่เหมาะกับขุมกำลัง แต่รายละเอียดของฟุตบอลแตกต่างกัน
เปเรยร่าช่วยฟอเรสต์ด้วยการเพิ่มความตรงไปตรงมาในเกมรุก ใช้กองหน้าสองคนในบางช่วง และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นแนวรุกโจมตีด้วยความเสี่ยงมากขึ้น
ทีมของเขาสามารถเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเกมรุกอย่างรวดเร็ว และใช้ความแข็งแกร่งของศูนย์หน้าร่วมกับความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นด้านหลัง
ส่วนกลาสเนอร์ให้ความสำคัญกับโครงสร้างมากกว่า เขาต้องการให้ทีมรักษาระยะห่างที่ชัดเจน ใช้กองหลังสามคนและวิงแบ็กเพื่อควบคุมความกว้าง พร้อมสร้างผู้เล่นส่วนเกินในพื้นที่กลางสนาม
การโจมตีของกลาสเนอร์ไม่ได้พึ่งการโต้กลับเพียงอย่างเดียว แต่สามารถครองบอล ล่อคู่แข่ง และเจาะผ่านพื้นที่ครึ่งช่องได้
ในเชิงเกมรับ ทีมของเขาจะเพรสซิงเป็นชุดและพยายามแย่งบอลกลับมาเร็วกว่าเดิม ขณะที่เปเรยร่ามักปรับวิธีป้องกันตามคู่แข่งและสถานการณ์มากกว่า
การเปลี่ยนจากเปเรยร่าสู่กลาสเนอร์จึงเป็นการเปลี่ยนจากกุนซือที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ไปสู่ผู้ฝึกสอนที่สโมสรเชื่อว่าสามารถสร้างระบบระยะยาวได้
สิ่งที่ฟอเรสต์ต้องเสริมในตลาดซื้อขาย
เพื่อให้ระบบของกลาสเนอร์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ฟอเรสต์จำเป็นต้องพิจารณาเสริมผู้เล่นหลายตำแหน่ง
ตำแหน่งแรกคือวิงแบ็ก โดยเฉพาะผู้เล่นที่สามารถวิ่งขึ้นลงได้ตลอด 90 นาที มีคุณภาพในการเปิดบอล และไม่เป็นจุดอ่อนเมื่อถูกบีบให้ป้องกันตัวต่อตัว
ตำแหน่งต่อมาคือกองกลางที่มีพลังงานสูง กลาสเนอร์ต้องการผู้เล่นซึ่งสามารถทั้งแย่งบอล วิ่งไล่ และรับบอลภายใต้แรงกดดันได้ กองกลางที่เก่งเพียงด้านใดด้านหนึ่งอาจทำให้ทีมเสียสมดุล
เซนเตอร์แบ็กฝั่งข้างก็เป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะต้องมีทั้งความเร็วและความสามารถกับบอล หากกองหลังไม่กล้าพาบอลขึ้นหน้า ทีมจะถูกบีบให้ออกบอลผ่านกองกลางเพียงช่องทางเดียว
รายงานระบุว่าฟอเรสต์กำลังติดตาม ซาเวอร์ ชลาเกอร์ อดีตกองกลางแอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งเคยร่วมงานกับกลาสเนอร์ และอาจเข้ามาเพิ่มความเข้าใจในระบบ ขณะเดียวกันสโมสรก็ต้องการผู้เล่นใหม่อย่างน้อยสองรายให้ทันค่ายฝึกซ้อมที่โปรตุเกส
การเสริมผู้เล่นที่เคยทำงานกับผู้จัดการทีมสามารถช่วยให้กระบวนการถ่ายทอดแท็กติกเป็นไปได้เร็วขึ้น เพราะนักเตะเหล่านั้นสามารถเป็นตัวอย่างให้เพื่อนร่วมทีมเข้าใจสิ่งที่กลาสเนอร์ต้องการ
ความท้าทายจากการเสียผู้เล่นสำคัญ
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของกลาสเนอร์คือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในขุมกำลัง โดยเฉพาะการเสีย เอลเลียต แอนเดอร์สัน ซึ่งมีรายงานว่าย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยค่าตัวระดับสถิติสโมสรประมาณ 116 ล้านปอนด์
แอนเดอร์สันเป็นกองกลางที่มีทั้งพลังงาน ความสามารถในการพาบอล และความยืดหยุ่น เขาสามารถช่วยทีมได้ทั้งในจังหวะเพรสซิงและการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก
การเสียผู้เล่นลักษณะนี้ไม่ได้แก้ไขด้วยการซื้อกองกลางคนใหม่เพียงรายเดียว เพราะสิ่งที่หายไปมีทั้งคุณภาพทางเทคนิค ความเข้าใจพรีเมียร์ลีก และความสามารถในการเล่นหลายบทบาท
ฟอเรสต์จึงต้องกระจายหน้าที่ให้ผู้เล่นหลายคน หรือใช้เงินรายรับจากการขายเพื่อเสริมกองกลางมากกว่าหนึ่งประเภท
กลาสเนอร์ต้องระวังไม่ให้ทีมสูญเสียความสมดุลระหว่างผู้เล่นเชิงรับกับผู้เล่นสร้างสรรค์ หากกองกลางมีแต่พลังแต่ขาดคุณภาพการจ่ายบอล ทีมจะไม่สามารถควบคุมเกมได้ แต่หากเน้นเทคนิคมากเกินไป ทีมอาจถูกคู่แข่งเล่นผ่านในจังหวะเปลี่ยนเกม
ความสัมพันธ์ระหว่างกลาสเนอร์กับมารินาคิสคือปัจจัยชี้ชะตา
ในช่วงเปิดตัว ทั้งกลาสเนอร์และมารินาคิสแสดงความชื่นชมซึ่งกันและกัน เจ้าของทีมยกย่องกุนซือชาวออสเตรียเรื่องภาวะผู้นำและแนวคิดแห่งชัยชนะ ขณะที่กลาสเนอร์ประทับใจกับความทะเยอทะยานของสโมสร
แต่ความสัมพันธ์จะถูกทดสอบเมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นไปตามแผน
กลาสเนอร์เป็นผู้จัดการทีมที่มีแนวคิดชัดเจนและต้องการอำนาจในการวางโครงสร้างทีม ส่วนมารินาคิสเป็นเจ้าของที่มีส่วนร่วมสูงและพร้อมตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
หากทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ความทะเยอทะยานร่วมกันอาจผลักดันฟอเรสต์ไปสู่ระดับใหม่ เจ้าของทีมจัดหาทรัพยากร ส่วนผู้จัดการทีมเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นผลงาน
แต่หากเกิดความเห็นต่างเรื่องการซื้อขาย การเลือกผู้เล่น หรือเป้าหมายระยะสั้น ความสัมพันธ์อาจตึงเครียดอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ฟอเรสต์ต้องกำหนดขอบเขตอำนาจและแนวทางการสื่อสารให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้โครงการใหม่จบลงเหมือนการทำงานของกุนซือหลายคนก่อนหน้า
การปลดเปเรยร่าส่งสารอย่างไรถึงนักเตะ
ผู้เล่นฟอเรสต์หลายคนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเปเรยร่า เพราะเขาช่วยฟื้นความมั่นใจและพาทีมผ่านช่วงเวลายากลำบาก
เมื่อผู้จัดการทีมที่ได้รับการยอมรับถูกปลดอย่างกะทันหัน นักเตะบางคนอาจรู้สึกสับสนหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร
กลาสเนอร์จึงต้องทำงานด้านจิตวิทยาควบคู่กับแท็กติก เขาต้องอธิบายว่าไม่ได้เข้ามาลบล้างสิ่งที่เปเรยร่าสร้างไว้ แต่ต้องการต่อยอดทีมให้ก้าวไปอีกระดับ
การเคารพผู้จัดการทีมคนก่อนมีความสำคัญ เพราะหากกลาสเนอร์พยายามเปลี่ยนทุกอย่างทันที ผู้เล่นอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในช่วงปลายฤดูกาลถูกมองว่าไม่มีคุณค่า
แนวทางที่เหมาะสมคือเก็บองค์ประกอบที่ดีไว้ เช่น ความสามัคคี ความกล้าเล่นเกมรุก และความมั่นใจ ก่อนค่อยเพิ่มโครงสร้างการเพรสซิงและระบบกองหลังสามคนเข้าไป
เป้าหมายที่สมเหตุสมผลในฤดูกาลแรก
ด้วยชื่อเสียงของกลาสเนอร์และความทะเยอทะยานของเจ้าของทีม แฟนบอลอาจคาดหวังว่าฟอเรสต์ต้องกลับไปเล่นฟุตบอลยุโรปทันที
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่สมเหตุสมผลควรเริ่มจากการสร้างเสถียรภาพในพรีเมียร์ลีก ทีมต้องหลีกเลี่ยงการกลับไปอยู่ในสถานการณ์หนีตกชั้น และพยายามรักษาตำแหน่งบริเวณกลางตารางอย่างมั่นคง
หากระบบเริ่มลงตัว เป้าหมายถัดไปคือการเข้าใกล้ครึ่งบนของตาราง และแข่งขันเพื่อพื้นที่ฟุตบอลยุโรปในช่วงปลายฤดูกาล
ฟุตบอลถ้วยก็เป็นพื้นที่ที่กลาสเนอร์มีประสบการณ์สูง ระบบของเขาเหมาะกับเกมแพ้คัดออก เพราะทีมสามารถตั้งรับอย่างมีวินัยและโจมตีพื้นที่ที่คู่แข่งเปิดให้
ฟอเรสต์จึงอาจตั้งเป้าเดินหน้าในเอฟเอ คัพหรือลีก คัพ พร้อมใช้การแข่งขันเหล่านั้นสร้างความมั่นใจและโอกาสคว้าแชมป์
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือฝ่ายบริหารต้องไม่ตัดสินโครงการจากอันดับตารางเพียงอย่างเดียวในช่วงสองหรือสามเดือนแรก ควรพิจารณาด้วยว่าทีมมีรูปแบบการเล่นชัดเจนขึ้นหรือไม่ ผู้เล่นพัฒนาเพียงใด และสโมสรเริ่มมีทิศทางระยะยาวหรือยัง
กลาสเนอร์จะถูกตัดสินจากอะไรมากกว่าผลงานของเปเรยร่า
เพราะเปเรยร่าทำผลงานได้ดีในช่วงสั้น กลาสเนอร์จึงต้องเผชิญการเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากฟอเรสต์เริ่มฤดูกาลไม่ดี แฟนบอลและสื่อจะตั้งคำถามทันทีว่าการปลดเปเรยร่าเป็นความผิดพลาดหรือไม่
ทุกชัยชนะของกลาสเนอร์จะถูกมองว่าเป็นการยืนยันวิสัยทัศน์ของสโมสร แต่ทุกความพ่ายแพ้จะย้อนกลับไปสู่คำถามเดิมว่าเหตุใดจึงต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมที่เพิ่งพาทีมรอดตกชั้น
สถานการณ์นี้อาจไม่ยุติธรรมต่อกุนซือคนใหม่ เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจปลดเปเรยร่า แต่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจนั้นในสนาม
วิธีเดียวที่จะลดเสียงวิจารณ์ได้คือสร้างภาพของทีมที่ชัดเจน ฟอเรสต์ไม่จำเป็นต้องชนะทุกเกมทันที แต่แฟนบอลต้องมองเห็นว่าทีมกำลังพัฒนาไปในทิศทางใด
หากทีมเพรสซิงเป็นระบบ สร้างโอกาสได้มากขึ้น และผู้เล่นสำคัญมีพัฒนาการ ผู้สนับสนุนอาจยอมให้เวลาแม้ผลการแข่งขันบางช่วงยังไม่สมบูรณ์
ความสำเร็จของกลาสเนอร์กับพาเลซรับประกันอะไรได้หรือไม่
ผลงานของกลาสเนอร์กับคริสตัล พาเลซทำให้เกิดความคาดหวังสูง แต่ความสำเร็จในสโมสรหนึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดขึ้นซ้ำในอีกสโมสร
ที่พาเลซ เขามีผู้เล่นซึ่งเหมาะกับระบบอย่างมาก ทั้งเซนเตอร์แบ็กที่เล่นบอลได้ วิงแบ็กซึ่งมีพละกำลัง และแนวรุกที่สามารถรับบอลระหว่างแนวแล้วสร้างความแตกต่าง
ฟอเรสต์มีคุณภาพในหลายตำแหน่ง แต่โครงสร้างของขุมกำลังไม่ได้เหมือนกันทุกประการ เขาต้องปรับระบบให้เข้ากับผู้เล่นที่มีอยู่ ไม่ใช่พยายามสร้างพาเลซขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมด้านการบริหารก็แตกต่างกัน พาเลซอาจมีความอดทนมากกว่า ขณะที่ฟอเรสต์อยู่ภายใต้เจ้าของทีมซึ่งต้องการผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
ความสำเร็จของกลาสเนอร์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ด้านแท็กติกเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์กับผู้บริหาร รับมือความคาดหวัง และรักษาความเชื่อมั่นของผู้เล่นในช่วงที่ผลงานไม่ดี
มุมมองด้านการบริหาร: กล้าหาญหรือเสี่ยงเกินไป
การปลดเปเรยร่าเพื่อแต่งตั้งกลาสเนอร์สามารถถูกมองได้สองแบบ
มุมแรกคือความกล้าหาญ ฟอเรสต์ไม่พอใจกับการรอดตกชั้นและพร้อมคว้าโอกาสยกระดับทีมเมื่อผู้จัดการทีมระดับสูงพร้อมรับงาน
สโมสรเชื่อว่าการตัดสินใจในฟุตบอลต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่ให้รางวัลจากผลงานที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว หากกลาสเนอร์เหมาะกับแผนระยะยาวมากกว่า การรออีกหนึ่งฤดูกาลอาจทำให้เสียโอกาส
อีกมุมคือความเสี่ยง ฟอเรสต์ทำลายความต่อเนื่องที่เปเรยร่าเพิ่งสร้างขึ้น และส่งสัญญาณว่าความสำเร็จระยะสั้นไม่ได้รับประกันความมั่นคง
การบริหารแบบนี้อาจทำให้ผู้ฝึกสอนและนักเตะรู้สึกว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่เอื้อต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรระยะยาว
คำตอบว่าการตัดสินใจครั้งนี้กล้าหาญหรือเสี่ยงเกินไปจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สโมสรให้กลาสเนอร์ หากฝ่ายบริหารสนับสนุนเขาอย่างจริงจังและยอมรับกระบวนการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงอาจมีเหตุผล
แต่หากทีมเปลี่ยนกุนซืออีกครั้งเมื่อเจอช่วงผลงานตกต่ำ การปลดเปเรยร่าจะถูกมองว่าเป็นอีกตัวอย่างของความไร้เสถียรภาพ
บทสรุป: ฟอเรสต์เดิมพันครั้งใหญ่กับกุนซือผู้มีสูตรคว้าแชมป์
การแยกทางกับวีตอร์ เปเรยร่าและแต่งตั้งโอลิเวอร์ กลาสเนอร์เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่กล้าหาญและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เปเรยร่าทำภารกิจสำเร็จ เขาช่วยทีมรอดตกชั้น ฟื้นความมั่นใจของผู้เล่น และพาฟอเรสต์ไปถึงรอบรองชนะเลิศยูโรปา ลีก การปลดเขาจึงไม่สามารถอธิบายด้วยผลงานที่ล้มเหลวได้
เหตุผลที่แท้จริงคือฟอเรสต์มองเห็นกลาสเนอร์เป็นโอกาสพิเศษ กุนซือชาวออสเตรียมีประสบการณ์คว้าแชมป์ยุโรป สร้างความสำเร็จกับสโมสรที่ไม่ได้มีทรัพยากรเหนือคู่แข่ง และมีระบบฟุตบอลซึ่งสามารถยกระดับผู้เล่นได้
ในด้านแท็กติก กลาสเนอร์สามารถนำความชัดเจนมาสู่ทีมผ่านระบบกองหลังสามคน การใช้วิงแบ็ก การเพรสซิงเป็นชุด และการปล่อยให้ผู้เล่นแนวรุกทำงานในพื้นที่ครึ่งช่อง
กิ๊บบ์ส-ไวท์และฮัดสัน-โอดอยอาจได้รับบทบาทที่เหมาะกับความสามารถมากขึ้น ขณะที่แนวรับและกองกลางจะต้องเรียนรู้การเล่นด้วยระยะห่างและวินัยที่ละเอียดกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ได้อยู่ในสนาม แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกลาสเนอร์กับฝ่ายบริหาร และความอดทนที่เขาจะได้รับ
กลาสเนอร์ยอมรับเองว่าการสร้างระบบต้องใช้เวลาสามถึงหกเดือน เขาไม่ใช่นักมายากลและไม่สามารถเปลี่ยนทีมได้ในชั่วข้ามคืน
ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับว่ามารินาคิสและฝ่ายบริหารจะให้เวลาเขาตามที่จำเป็นหรือไม่
หากฟอเรสต์สนับสนุนกลาสเนอร์ด้วยผู้เล่นที่เหมาะสม รักษาแกนหลัก และยอมรับความผิดพลาดในช่วงเริ่มต้น สโมสรอาจได้ผู้จัดการทีมที่สามารถพาพวกเขากลับสู่เวทียุโรปและสร้างความสำเร็จในฟุตบอลถ้วย
แต่หากความทะเยอทะยานเปลี่ยนเป็นความใจร้อน กลาสเนอร์อาจกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งชื่อในรายชื่อผู้จัดการทีมที่ผ่านเข้ามาแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
การเลือกกลาสเนอร์จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคนยืนข้างสนาม แต่เป็นบททดสอบว่าฟอเรสต์พร้อมสร้างโครงการฟุตบอลระยะยาวจริงหรือยัง
จากวันนี้ “เจ้าป่า” มีทั้งกุนซือที่มีสูตรคว้าแชมป์ เจ้าของทีมที่พร้อมลงทุน และขุมกำลังซึ่งมีผู้เล่นพรสวรรค์สูง เหลือเพียงสิ่งเดียวที่สโมสรต้องพิสูจน์ นั่นคือความสามารถในการเปลี่ยนความทะเยอทะยานให้กลายเป็นความต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนความต่อเนื่องให้กลายเป็นความวุ่นวายอีกครั้ง